บทความ SEO คืออะไร?
บทความ SEO คือบทความที่มีโครงสร้างรองรับการทำ SEO ที่ต้องอธิบายเข้าใจ ครบถ้วน และอ่านง่าย ลองนึกภาพเรากำลังอธิบายอะไรซักอย่างให้กับคนอื่นฟังถ้าเราพูดด้วยศัพท์เทคนิคมาก ๆ มันจะเข้าใจยากและน่าเบื่อ ถ้าเราสามารถปรับการอธิบายให้ฟังง่าย เข้าใจง่าย สื่อสารอย่างจริงใจคนก็อยากจะฟัง แถมได้ข้อมูลครบถ้วน Google ก็จะยอมรับเราด้วย
ประโยชน์ของบทความ SEO
เป็นสิ่งที่ช่วยดึง Traffic เข้าเว็บไซต์ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราเขียนออกมาเป็นบทความ โดย Google คัดกรองมาแสดงผลด้วยรายละเอียดต่าง ๆ ที่ตรงความต้องการคนอ่าน เช่น Keyword, Intent, E-E-A-T, Readability ที่มีในบทความ
บทความ SEO กับ บทความทั่วไปต่างกันยังไง?
บทความทั่วไปเป็นการที่เราเขียนหัวข้อและอธิบายเนื้อหาไปเรื่อย ๆ จนจบ แต่บทความ SEO คิดซะว่ามันคือ บทความทั่วไป+โครงสร้าง SEO และ Keyword ซึ่งความต่างก็คือบทความทั่วไปก็ใช้สื่อสารได้ แต่…บทความ SEO จะไม่ใช่แค่สื่อสาร เพราะเพิ่มการทำ SEO Ranking ได้ด้วย ด้วยโครงสร้างบทความที่เหมาะกับ คน+Bot อ่าน
ลืมเรื่อง SEO ไปก่อน แล้วทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ
เขียนบทความ SEO ยังไงให้ติดหน้าแรก Google?
การเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกหลายคนอาจจะมองว่ามันยากมากแน่เลย! แต่ผมจะบอกว่า 1-7 วันก็สามาถติดหน้าแรกได้แล้วครับ(แต่ยังไม่นิ่ง) ลองคิดดูว่าถ้าบทความที่คุณเขียน
- เป็นเรื่องคนกำลังสงสัย คนกำลังมองหา
- เป็นเรื่องจริง เอาไปใช้ได้จริง แก้ได้จริง ข้อมูลครบ
แค่มี 2 อย่างนี้ ต่อให้ไม่มีโครงสร้าง SEO ในบทความ ก็ติดหน้าแรกได้แล้วนะครับ
แต่ถ้าไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ในตลาด การทำบทความ SEO จึงถูกหยิบมาใช้ เพื่อเอามาแข่งขัน Ranking ในตลาด SEO นั่นเอง
ลืมเรื่อง SEO ไปก่อน แล้วทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติ
ก่อนเขียนบทความ SEO ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง?
1.เข้าใจ Algorithm
Google เป็นเหมือนบรรณารักษ์ เขาจะชอบบทความที่ รู้ลึก รู้จริง อ่านง่าย เข้าใจง่าย มีประโยชน์ เวลามีคนค้นหาเรื่องอะไร เขาจะดูว่า Keyword ที่ตรงกันกับคำที่ค้นหาคืออะไร แล้วเลือกบทความที่มี Keyword ตรงกันมาเสิร์ฟ
2.SEO On-Page
การทำ SEO On-Page เป็นการออกแบบ Content หน้า Page(หน้าเว็บ) ให้สะดวกต่อการใช้งานของคนและ Google เพื่อให้เข้าใจ บริการ ฟังก์ชั่น ราคา ข้อมูลต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ครบถ้วน เป็นเหมือนการทำ UX/UI อย่างหนึ่งเหมือนกันครับ
3.Keyword
เรื่อง Keyword เป็นสิ่งที่ต้องมีในบทความ SEO ขาดไม่ได้
ประเภทของ Keyword มีอะไรบ้าง
- Focus Keyword / Main Keyword : มีแค่ 1 คีย์ในบทความ
- Relate Keyword / Secoundary Keyword : คีย์ที่เกี่ยวข้องกับ Focus Keyword มีกี่คีย์ก็ได้
- Longtail Keyword : เป็น Relate Keyword ที่มีลักษณะยาวเหมือนเป็นประโยค
- LSI Keyword : เป็น Relate Keyword อีกชนิดหนึ่งมักมีอยู่แล้วในบทความ ไม่ต้องไปเสียแรงมากนัก
การค้นหา Keyword (Keyword Research)
- ดูจากเรื่องที่เราต้องการจะพูด “เกี่ยวกับอะไร”
- ดูว่าคนส่วนใหญ่เรียกคำนี้ว่าอะไร (Google, Pantip, Facebook, Tiktok)
- ใช้ SEO Tools ช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ด (Ubersuggest, Ahreft, Semrush)
- ดู Search Volume ว่ามีมาก-น้อยแค่ไหน คุ้มต่อการลงทุนไหม
ใส่ Keyword ในบทความตรงไหนดี?
- Title : ชื่อเรื่อง คนเห็นที่แรก
- URL : ชื่อเรื่อง(Coding) Google เห็นอันดับแรก
- Description : ส่วนที่คนอ่าน อ่านเพื่อตัดสินใจว่า “บทความนี้จะให้อะไรฉันได้บ้าง”
- Heading 1 2 3.. : หัวข้อในบทความ
- Alt Text : ชื่อภาพ ทำให้ Google เข้าใจว่าภาพนี้เกี่ยวกับอะไร
4.Intent
เป็นเป้าหมายที่คนค้นหา Keyword นั้นทำให้เรารู้ว่าควรออกแบบ Content ยังไง เช่น เปรียบเทียบราคารถ ก็ต้องการเห็นตารางเทียบราคาก่อน ถ้าเสิร์ชคำว่า กินอะไรดี ก็จะขึ้นเป็นโลเคชั่นบน Google Map ขึ้นมาก่อน
5.E-E-A-T
เป็นเหมือนแนวคิดว่าบทความบทนี้ดีพอให้ Google นำไปแสดงผลไหม
E (Experience) ประสบการณ์ของผู้เขียนและผู้อ่าน
E (Expertise) ความเชี่ยวชาญของผู้เขียน
A (Authoritativeness) ได้รับการยอมรับ จากเว็บไซต์หรือ Social อื่น ๆ ว่าบทความนี้ดี
T (Trustworthiness) ข้อมูลถูกต้อง น่าเชือถือ
6.Tropical Content & Evergreen Content
- Tropical Content : ประเภทบทความที่เกี่ยวกับ การเขียนเนื้อหาตามเทรน มาไว ไปไว ตัวอย่างเช่น ข่าว, อีเวนต์
- Evergreen Content : บทความที่เวลาจะผ่านไปในแค่ไหนก็ยังใช้งานได้ เช่น วิธีติดตั้งโปรแกรม, วิธีลดน้ำหนัก, วิธีหุงข้าวให้อร่อย
9.Content Pillar
บทความหลัก ที่เป็นเหมือนศูนย์กลางเนื้อหาหลักทั้งหมดในเว็บไซต์ หรือหมวดหมู่นั้น ๆ เป็นเสาหลักในการเขียน Content ให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ และการทำแคมเปญการตลาดต่าง ๆ เรียกง่าย ๆ ก็คือการจัดหมวดหมู่ Content ในเว็บไซต์
10.เครื่องมืออัพโหลดบทความ
เครื่องมือที่เอาไว้ใช้อัพโหลดบทความถ้าเป็นเว็บไซต์ที่สร้างด้วย WordPress ปกติแล้ว จะใช้กันอยู่ 2 โปรแกรมหลักครับ
- Yoast
- Rankmath
ถ้านอกจากนี้จะเป็นระบบอัพโหลดบทความเฉพาะของเครื่องมือออกแบบเว็บไซต์ เช่น Shopify, Inwshop, Wix, อื่น ๆ
11.Code HTML Tag
เป็น Code ที่เอาไว้ระบุโครงสร้างของบทความ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ Robot รู้ว่าสิ่งที่กำลังอ่านอยู่ เป็นหัวข้อ เนื้อหา หรือเป็นข้อมูลเกี่ยวกับอะไร รายละเอียดไม่ลึกมาก เหมาะสำหรับนักเขียนบทความ SEO ที่หน้างานจริง อาจต้องมีการปรับแต่ง Code หน้างานได้บ้างเพื่อความสะดวกในการแก้ปัญหา
<h1>…</h1>, <p>…</p>
12.หัวข้อบทความ (Heading)
หัวข้อในบทความจะช่วยให้คนอ่านเข้าใจเนื้อหาส่วนนั้นได้ง่ายขึ้น และเป็นการจัดระบบเบียบหมวดหมู่เนื้อหาในบทความด้วย สำคัญมากทั้งในมุมของคนอ่าน และบอท Google (อ่านแบบ HTML Tag)
- H1 หรือ <h1>..</h1> : ชื่อเรื่อง
- H2 หรือ <h2>..</h2> : หัวข้อหลัก
- H3 4 5 6 หรือ <h3>..</h3> : หัวข้อรอง
13.AIO GEO AEO
คือการเก็บรวบรวม ประมวล และแสดงผลของ AI ในปัจจุบันครับ Concept คล้ายกับ Google Robot เลยคือ เลือกดึง Content ที่ตรงความต้องการ ถูกต้อง เข้าใจง่ายออกมาแสดงโชว์ในหน้า SERP
- AI (AI Overview) : รวบรวมข้อมูลแล้วหยิบมาแสดงผล
- AEO (Answer Engine Optimization) : การปรับเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้รองรับการเก็บข้อมูลของ AI
- GEO (Generative Engine Optimization) : การทำ SEO โดยโฟกัสการแสดงผลของ AI
ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้ หนีไม่พ้นเรื่องของ Content ที่มีคุณภาพ รู้ลึก รู้จริง ดังนั้นแล้วไม่ต้องเป็นกังวลไปครับ
ตัวอย่างโครงสร้างบทความ SEO ที่ Google ชอบ
เทคนิคและขั้นตอนการเขียนบทความ SEO
1.การเขียน
- รู้ว่าหัวข้อ / Keyword คืออะไร
- หา Intent ให้เจอ
- คิดหัวข้อบทความ SEO
- เขียน Title
- เขียน URL
- เขียน Description
- วางโครงสร้าง Heading (หัวข้อ) ทั้งหมดในบทความ
- เขียนเนื้อหาแต่ละ Paragraph
- กระจาย Keyword อย่างเป็นธรรมชาติ
2.การใส่สื่อต่าง ๆ
- แทรกภาพอธิบายเนื้อหา, ใส่ชื่อภาพ(Alt Text) ของภาพ
- แทรกวิดีโอ (ถ้ามี)
3.ใส่ Internal / External Link
ความยาวของบทความ SEO เท่าไหร่ดี?
ส่วนตัวผมเองมองว่าความสั้น-ยาวไม่มีแบบไหนตายตัว มีแต่ยาวพอที่จะเขียนเนื้อหาให้ครอบคลุมหรือไม่? โดยปกติแล้วเวลาทำงานจริงมักจะมองแบบนี้ครับ
- 300 – 500 คำ เหมาะกับเนื้อหาข่าวสาร, โฆษณา
- 500 – 800 คำ เหมาะกับเนื้อหาความรู้ทั่วไป ไม่ลึกมาก
- 800 – 1000 คำ เริ่มเป็นเนื้อหาที่ต้องอธิบายรายละเอียด, เปรียบเทียบ, ข้อเท็จจริง
- 1000 คำขึ้นไป เป็นเรื่องหลัก เรื่องใหญ่ วิจัย ผลทดลอง
ไม่ว่าจะกี่คำก็เป็นบทความ SEO ได้หมดครับ เมื่อมีเรื่อง Keyword, Intent, E-E-A-T, HTML เข้ามาเกี่ยวข้อง
เขียนบทความ SEO ยังไงให้ "ขายได้"
บทความจะขายได้ไม่ได้อยู่ที่ “การแก้ปัญหา” ครับ เพราะถ้าคนสงสัยว่า “ฉันอยากประหยัดค่าไฟฟ้า” ก็ให้เราเขียนเกี่ยวกับ “วิธีประหยัดค่าไฟทำยังไงดี?” คนก็จะเข้ามาอ่านเพื่อเอาไปปรับใช้ บทความก็จะขายได้ด้วยตัวมันเอง เอาไปแชร์ต่อก็ได้ แล้วยิ่งช่วงหน้าร้อนก็จะได้ยอด View มากเป็นพิเศษ
เสริม SEO ด้วยการแชร์สู่ Social
บทความของเราช่วยแก้ปัญหา หรือแนะนำสินค้าได้อยู่แล้ว จะเก็บไว้ที่เว็บไซต์ของเราอย่างเดียวไปทำไม แชร์ไปที่เพจของเรา หรือจ้างเพจอื่น ๆ แชร์ก็ได้ครับ จะเป็นการแชร์โพสตรง ๆ หรือคอมเมนต์แปะลิ้งก็สามารถใช้เพื่อเรียก Traffic เข้ามาในเว็บไซต์ของเราได้… บทความก็มีประโยชน์อย่างนี้แหละครับ
วัดผลหลังจากบทความออนไลน์ไปแล้ว 1-3 เดือน
บทความ SEO ถ้าเราเขียนเสร็จแล้วให้ลองดูว่าตั้งแต่เราโพสไปแล้วนั้น Ranking เป็นยังไงบ้าง 7 วันแรกก็คงจะเริ่มเห็นกันแล้วครับ แต่อันดับจะยังไม่นิ่ง (จริงๆก็ไม่มีวันนิ่งหรอกครับ) แล้วหลังจากนั้นช่วงระหว่าง 1 – 3 เดือนก็ให้เราหมั่นตรวจสอบ Ranking และ Engage ที่เกิดขึ้นแล้วปรับแต่งให้เหมาะสม ถ้าคิดว่าบทความของเราสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องไปปรับจูนอะไรครับ ไปหาทำเรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจมาเสริมดีกว่า
ความสม่ำเสมอและคอยอัปเดตคอนเทนต์
ความสม่ำเสมอในการโพสบทความ จะทำให้ Google มองว่าเว็บไซต์นี้ยังมีการ Active อยู่ ส่วนการอัพเดท Content เก่า ๆ ในเว็บไซต์เราจะช่วยทำให้ Ranking ดีขึ้น
ยิ่งคนอ่านนาน ยิ่งดีต่อ SEO
Google มองว่า บทความยิ่งมีคนอ่านนานเป็นบทความ SEO คุณภาพ กลับกันถ้ามีคนกดออกทันทีจะกลายเป็น Bounce Rate แทนครับ
วิธีแก้แบบดิบ ๆ เลยคือ แปะรูปอธิบายประกอบไปก่อนเลยครับ (HaHa) เพราะคนเราเข้าใจภาพ Infographic ได้ง่ายกว่าครับ แล้วหลังจากนั้นค่อยอธิบายรายละเอียดลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งห้ามลืมว่า บทความต้องตรง Intent และ อ่านง่าย
- เขียนให้เห็นคำตอบตั้งแต่ย่อหน้าแรก ๆ อย่าลีลา
- Internal Link : ใส่ลิ้งแนะนำบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวขข้องด้วย ทำให้เขาได้ความรู้เพิ่มขึ้น เขาจะอยู่กับเรานานขึ้น
ข้อห้ามในการเขียนบทความ SEO
- ห้าม Copy : เป็นข้อห้ามพื้นฐานที่ไม่ควรทำเด็ดขาด
- อย่าใช้ AI เขียน : เรายังคงอยากได้บทความคนเขียน ใช้ AI ช่วยวางโครงสร้างได้ แต่อย่าใช้เขียนทั้งหมดครับ
ใช้ AI ช่วยเขียนบทความยังไง ไม่ให้ผิดกฎ
เราจะใช้ AI ในการช่วยคิดไอเดียหัวข้อต่าง ๆ แล้วเอามาวางเป็นโครงสร้างหัวข้อในบทความได้ครับ หรือให้ช่วยเขียนไอเดียเนื้อหาในบทความ แต่เชื่อเถอะครับว่า.. ลวดลายการเขียน คำพูดที่อยู่ข้างในบทความของนักเขียนยังคงเป็น “ความรู้สึก” ที่ AI ยังไม่สามารถทำตามได้ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอ่านก็ต้องการเช่นกันไม่แพ้ข้อมูลความถูกต้องเลย
สรุปเขียนบทความ SEO สไตล์ นาย 9NAIDEA
การเขียนบทความ SEO มันไม่ต้องคิดยากครับ ให้นึกถึงตอนที่ “เราพูดแนะนำเพื่อน” เพื่อนถามอะไร เราก็ตอบตามนั้น จนเพื่อนบอกว่า “เอ็งได้ค่าคอมป่ะ?” แสดงว่าข้อมูลดีแล้วครับ หลังจากนั้นเราเอามาจัดหน้ากระดาษสวย ๆ ใส่ Keyword ใส่ภาพ แทรกลิ้ง พอแล้วครับ
แค่นี้ก็ครบทั้ง Keyword, Intent, E-E-A-T, โครงสร้าง และอ่านง่าย